 |
บทความที่ผ่านมา |
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
| |
| |
| |
| |
| |
| |
|
|
| |
| ผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย แจงอนาคตส่งออกไก่ไทย |
| Update 20-12-2012 |
| |
 |
| หลังสหภาพยุโรป หรือ อียู อนุญาตให้ส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งได้ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการฟื้นกลับมาสู่สภาพการส่งออกของไทยก่อนเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2547 นับเป็นความสำเร็จของทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนในการควบคุมป้องกันโรค จนผู้นำเข้าให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิต คุณภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากไทย ส่งผลให้ทิศทางการส่งออกไก่เนื้อจากไทยมีแนวโน้มดีขึ้น |
| |
นพ.อนันต์ ศิริมงคลเกษม นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เผยว่า การส่งออกไก่สิ้นปี 2555 น่าจะมีประมาณ 520,000 ตัน แบ่งเป็นตลาดหลักในสหภาพยุโรปที่คาดว่า จะส่งออกไก่สดแช่แข็งในช่วงไตรมาส 4 ได้ประมาณ 30,000 ตัน เนื่องจากการส่งออกไก่สดแช่แข็งไทยไปสหภาพยุโรปได้โควตา 92,000 ตันต่อปี หลังจากได้รับอนุญาตให้ส่งออกได้ในเดือนกรกฎาคม แต่เริ่มจัดส่งได้จริงประมาณเดือนสิงหาคม ส่วนโควตาผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกของไทยมี 160,033 ตัน แต่ไทยส่งออกได้ประมาณ 200,000 ตัน เพราะมีสินค้าพิกัดที่อยู่นอกโควตา ด้านตลาดญี่ปุ่นคาดว่า จะส่งออกไก่สุกรได้ประมาณ 200,000 กว่าตัน จึงคาดว่า ในปี 2556 การส่งออกไก่เนื้อจะเติบโตจากปีนี้ประมาณ 7-8 เปอร์เซ็นต์
|
 |
เนื่องจากตลาดญี่ปุ่น คาดว่า จะเปิดตลาดไก่สดแช่แข็งได้ในช่วงกลางปี 2556 ตัวเลขการส่งออกน่าจะเติบโตมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จากฐานปีที่ผ่านมา เพราะปัจจุบันผู้นำเข้าญี่ปุ่นต่อรองกับบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกไก่สดแช่แข็งอันดับต้นๆ ของโลกไม่ได้ เหมือนกับถูกมัดมือชก ทำให้ผู้นำเข้าต้องการไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทย แรงงานตัดแต่งชิ้นส่วนของไทยมีฝีมือดีกว่า สามารถผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้นำเข้าได้ ประกอบกับระยะเวลาเดินทางจากบราซิลไปถึงญี่ปุ่นต้องใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ แต่จากไทยไปญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 10-14 วัน โดยระหว่างเวลาเดินทางราคาไก่ในตลาดอาจเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การนำเข้าไก่จากไทยจึงช่วยให้ผู้นำเข้าคาดการณ์และเกร็งราคาได้ดีกว่า
ที่ผ่านมาบราซิลส่งไก่สดเข้าไปทดแทนไก่ไทยทั้งตลาดสหภาพยุโรป และตลาดญี่ปุ่น ดังนั้น ไทยเริ่มดึงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาได้แล้ว แต่ผู้ประกอบการบางรายอาจเป็นห่วงว่า เมื่อส่งออกไก่สดได้แล้ปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกแปรรูปจะลดลง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลแล้วพบว่า ผลิตภัณฑ์ไก่สุกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกส่งออกได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าเป็นคนละตลาด ภาพรวมการนำเข้าไก่จากไทยของตลาดญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นไก่สุก 23 เปอร์เซ็นต์ และบราซิลส่งออกไก่สดได้ประมาณ 46 เปอร์เซ็นต์ หากญี่ปุ่นอนุญาตให้นำเข้าไก่สดจากไทย ก็จะดึงส่วนแบ่งการตลาด 46 เปอร์เซ็นต์ ของบราซิล โดยคาดว่าน่าจะได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ช่วยให้การส่งออกไก่ไทยเติบโตขึ้น
เหตุที่มั่นใจว่า ไก่สดไทยสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดจากบราซิลได้ เนื่องจากระยะเวลาขนส่งจากบราซิลไปญี่ปุ่นต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 สัปดาห์ ขณะที่ไทยใช้เวลาเดินทางเพียง 10-14 วัน ถ้าจีนและญี่ปุ่นมีปัญหาขัดแย้งกัน โดยเฉพาะปัญหาเกาะ ยิ่งจะทำให้ยอดการสั่งซื้อจากญี่ปุ่นเข้ามาหาไทยเพิ่มขึ้น และในอนาคตจีนเพิ่มการบริโภคภายในประเทศเป็น 20 ล้านตัน ต้องใช้ไก่เนื้อเพื่อตอบสนองความต้องการเพิ่มขึ้น โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การบริโภคเนื้อไก่ของจีนอยู่ที่ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และอาจจะเพิ่มเป็น 14-15 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในอนาคต
ผลจากการที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้นำเข้าไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทยได้ ส่งผลให้หลายประเทศที่เคยห้ามนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากไทยเริ่มให้ความสนใจกับไก่สดจากประเทศไทยอีกครั้ง ปัจจุบันสามารถส่งออกไปขายได้แล้วในหลายประเทศ อาทิ แอฟริกาใต้ กานา บาร์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ โอมาน อิสราเอล เวียดนาม มาเลเซีย ฮ่องกง ลาว บรูไน เนปาล และศรีลังกา รวมถึงสิงคโปร์ที่รับรองให้ส่งออกได้เป็นรายโรงงาน คาดว่า จะเริ่มส่งออกได้ภายในเดือนธันวาคม นอกจากนั้น เกาหลีใต้ ได้ส่งหนังสือมายัง กรมปศุสัตว์ ว่า กลางเดือนธันวาคม 2555 จะขอมาตรวจโรงงานไก่สดของไทย เพื่อตรวจความพร้อมการควบคุมโรคไข้หวัดนก ถือเป็นแนวโน้มที่ดี รวมถึงรัสเซียก็เริ่มนำเข้าไก่ไทยพอสมควร ตลาดในส่วนนี้เพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้องการสินค้าราคาค่อนข้างถูก ถือเป็นตลาดที่มีนัยสำคัญ
หากนำภาพรวมประเทศผู้ผลิตไก่ 10 อันดับแรก ของโลกมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า ผลผลิตของทุกประเทศในช่วง 9 ปี ที่ผ่านมา ทุกประเทศมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมาก จากปี 2546 มีประมาณ 54,877 ล้านตัน เพิ่มมาเป็น 84,422 ล้านตัน ในปี 2555 เท่ากับเพิ่มมาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ประเทศผู้ผลิตไก่อันดับหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกา ปี 2546 มีปริมาณ 14,696 ล้านตัน ปี 2555 เพิ่มเป็น 16,476 ล้านตัน หรือเพิ่มประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 2 จีน จากปี 2546 มีผลผลิต 9,898 ล้านตัน เพิ่มเป็น 13,700 ล้านตัน ในปี 2555 เพิ่มขึ้น 38 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 3 บราซิลคู่แข่งสำคัญของไทย มีการเติบโตสูงจาก 7,645 ล้านตัน ในปี 2546 เพิ่มเป็น 12,750 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 67 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศไทยก่อนและหลังเกิดไข้หวัดนก ผลิตไก่เป็นอันดับ 9 จาก 1,404 ล้านตัน ในปี 2546 เป็น 1,830 ล้านตัน ในปี 2555 หรือเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ และอันดับ 10 ตุรกี ปี 2546 มีผลผลิต 872 ล้านตัน ปี 2555 มีผลผลิต 1,687 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 93 เปอร์เซ็นต์
สำหรับภาพรวมการส่งออกไก่ทั่วโลก ประเทศที่ส่งออกมาที่สุด ปี 2555 อันดับ 1 คือ บราซิล มีการส่งออก 3.4 ล้านตัน อันดับ 2 สหรัฐอเมริกามีการส่งออก 3 ล้านตัน อันดับ สหภาพยุโรป มีการส่งออก 1.1 ล้านตัน ในด้านการส่งออกประเทศไทยอยู่อันดับ 4 มีการส่งออกประมาณ 520,000 ตัน อันดับ 5 คือ จีน มีการส่งออก 445,000 ตัน ซึ่งโอกาสที่ไทยจะเลื่อนเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 นั้น ต้องยอมรับว่า เป็นไปได้ยากมาก เพราะปริมาณการผลิตไทยผลิตเพียง 1.8 ล้านตันต่อปี แต่ประเทศอื่นๆ มีผลผลิตสูงมาก จะให้ไทยส่งออกแข่งกับบราซิลที่ผลิต 12 ล้านตัน สหรัฐอเมริกามีผลผลิต 16 ล้านตัน สหภาพยุโรปมีผลผลิต 9 ล้านตัน และจีนมีผลผลิต 13 ล้านตัน เปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า 10 ปีก่อนคนสหรัฐอเมริกาส่งออกเป็นอันดับ 1 แต่ 5 ปี หลังเสียตำแหน่งกับบราซิลไปแล้ว
หากเรียงลำดับ ประเทศบราซิลกลายเป็นประเทศอันดับ 1 ในการส่งออกไก่ รองลงมา คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และไทย ถ้าจะดูว่า การส่งออกของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร บราซิลจาก 10 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 1 ล้านตัน มาเป็น 3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.465 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 82 เปอร์เซ็นต์ สหรัฐอเมริกาเพิ่ม 36 เปอร์เซ็นต์ สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 41 เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทยส่งออกลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อก่อนเกิดไข้หวัดนก ไทยส่งออก 540,000 ตัน แต่ปีนี้ 2555 ส่งออกได้ 520,000 ตัน ปริมาณการส่งออกลดลง 20,000 ตัน โดยไทยเสียตลาดการส่งออกให้บราซิล ขณะที่ประเทศอื่นก็มีการส่งออกแต่ปริมาณไม่มาก อันดับ 5 เป็นจีน อันดับ 6 อาร์เจนตินา ซึ่งมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นมาถึง 477 เปอร์เซ็นต์ มีตัวเลขส่งออกแค่ 200,000 ตันเอง เพราะบริโภคภายในประเทศสูง
ขณะที่ประเทศไทย ภาพรวมยอดการส่งออกช่วง 40 ปี เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีอยู่ช่วงเดียวที่เกิดปัญหา เป็นช่วงที่จีนเปิดตลาด ไทยสู้ต้นทุนไก่จากจีนไม่ได้ ทำให้ตั้งแต่ปี 2535-2539 การส่งออกไก่ของไทยจะลดลง เมื่อต้นทุนไก่สดไทยสู้จีนไม่ได้ ผู้ประกอบการก็ปรับมาผลิตไก่ปรุงสุกแปรรูป แต่สินค้าแรกๆ ไทยเน้นทำสินค้ากึ่งสุก คนซื้อจะนำไปปรุงอีกครั้ง ทำให้ไทยได้เปรียบจีนจากการพัฒนาสินค้าไปอีกขั้นหนึ่ง แต่บางรายก็ผลิตเป็นไก่ปรุงสุกพร้อมรับประทานทันที ไทยจึงพัฒนาการผลิตไก่ปรุงสุกตั้งแต่ก่อนเกิดไข้หวัดนกในปี 2547 พอเกิดไข้หวัดนก จากเดิมที่เคยส่งออกได้ 540,000 ตัน ลดลงมา 40 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 200,000 ตัน ก่อนจะพัฒนามาจนถึง 520,000 ตันในปัจจุบัน... |
 |
| |
| |
| ข้อมูลโดย นิตยสาร พิก แอนด์ พอร์ค |
 |
|