สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์
Call Contact
0 - 2 9 3 5 - 5 4 6 1
บทความที่ผ่านมา
ไก่ไข่ ชะตาอยู่ที่ ครม.
ธุรกิจไก่ ปี 56 ผู้ประกอบการต้องสามัคคีกัน
3 โรค ที่ควรรู้ ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก
ผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย แจงอนาคตส่งออกไก่ไทย
EFSA พบว่าถั่วเหลือง GM ปลอดภัยสำหรับการเพาะปลูก
แนวทางเลี้ยงกุ้งขาว
เนื้อหมู นุ่ม อร่อยถูกปาก ทำได้ไม่ยากเลย
สหรัฐอเมริกา รณรงค์โครงการเนื้อสัตว์ ปลอดสารปฏิชีวนะ
 
 
 
 
 
 
 
บทความหน้ารู้
 
3 โรค ที่ควรรู้ ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก
Update 20-12-2012
 

ในระยะเวลาไม่กี่ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ของไทย เกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำบ่อยครั้ง แม้ไม่รุนแรง หรือเป็นโรคสัตว์สู่คน แต่ก็ควบคุมป้องกันยากขึ้น โดยเฉพาะการใช้วัคซีน ที่ต้องเปลี่ยนตามชนิดของเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้ผลิต ดังนั้นเมื่อเกิดการระบาดของโรคอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็มีความรุนแรงได้ไม่แพ้กัน

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำในปัจจุบัน ผศ.น.สพ.ดร.นรินทร์ อุประกรินทร์ ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า มีหลายสาเหตุเกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาสายพันธุ์สัตว์ ที่มุ่งเน้นในเรื่องการให้ผลผลิตมาก โตไว้ ใช้เวลาเลี้ยงน้อย ทำให้ไก่เกิดความเครียดสูง อ่อนแอและไวต่อการเกิดโรค รูปแบบการเลี้ยงที่เปลี่ยนไป เลี้ยงในโรงเรือนปิดหรือมีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ก็เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เชื้อบางชนิดในฟาร์มเพิ่มจำนวนมากขึ้น หรือการงดใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันสารตกค้าง ทำให้เชื้อยังคงอยู่ในฟาร์ม และการใช้วัตถุดิบอาหารชนิดใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ก็อาจนำเชื้อสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่ฟาร์มได้เช่นกัน ตลอดจนการพัฒนาของเชื้อเอง ซึ่งธรรมชาติของเชื้อบางชนิด ผสมข้ามสายพันธุ์กลายเป็นพันธุ์ใหม่ได้ หรือบางชนิดเกิดการกลายพันธุ์ไปตามสภาพแวดล้อม ลักษณะของโรคและความรุนแรงจึงเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ดังเช่น 3 โรคที่ควรรู้จักในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยที่พบในปัจจุบัน ได้แก่

ผศ.น.สพ.ดร.นรินทร์ อุประกรินทร์

1.ภาวะเสียสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในลำไส้ (intestinal dysbacteriosis)     
ปกติ ภายในลำไส้ของไก่แต่ละส่วน มีแบคทีเรียอาศัยอยู่แตกต่างชนิดกันออกไป โดยลำไส่เล็กส่วนต้นพบแบคทีเรียกลุ่มของ Lactobacilli เพียงเล็กน้อย และพบมากขึ้นในลำไส้เล็กส่วนกลาง พร้อมกับ Bifidobacteria อาจมี Clostridium หรือ E.coli บ้าง ลำไส้เล็กส่วนปลาย จะพบ Lactobacilli และ Bifidobacteria เช่นเดียวกัน แต่ปริมาณของ Clostridium และ E.coli มีมากขึ้น และในส่วนไส้ติ่ง นอกจากมี Lactobacilli และ Bifidobacteria แล้ว ส่วนนี้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียให้โทษ ทั้ง Clostridium E.coli และ Salmonella ซึ่งถ้าหากส่วนใดส่วนหนึ่งของลำไส้ มีการเปลี่ยนแปลงชนิดหรือจำนวนของแบคทีเรีย ในลักษณะชนิดที่มีประโยชน์ลดลง หรือชนิดที่ก่อโรคมากขึ้น ก็ทำให้เกิดภาวะเสียสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของลำไส้จากปัจจัยร่วมอื่น เพราะไก่ป่วยจะแสดงอาการถ่ายเหลว ทำให้สิ่งปูรองชื้นแฉะ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา

 

สาเหตุของโรคเกิดจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารโดยตรง ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือปรสิต เมื่อไก่ได้รับเข้าไป ทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบ ภายในลำไส้ก็หลั่งสารเพื่อกำจัดเชื้อ ปริมาณของเหลวในลำไส้สูงขึ้น ไก่จึงถ่ายเหลว และไก่ที่เป็นโรคมักกินอาหารได้น้อยลง แต่กินน้ำเท่าเดิม ก็ทำให้ถ่ายเหลวได้เช่นกัน โภชนาการ ที่ไก่ได้รับก็มีส่วนสำคัญ เช่นการกินอาหารที่มีเกลือผสมอยู่มากเกินไป หรือการได้รับน้ำที่มีคลอลีนสูง ซึ่งทำให้ไก่ถ่ายเหลว และยังรวมถึงการใช้วัตถุดิบอาหารคุณภาพต่ำ ย่อยยาก หรือวัตถุดิบที่มีความหนืดสูง ไก่ต้องกินน้ำมากเพื่อย่อย ตลอดจนสารพิษปลอมปนมากับวัตถุดิบ และการจัดการ เกี่ยวข้องกับรูปแบบของโรงเรือน การระบายอากาศและการควบความชื้น ถ้าหากจัดการไม่ดี ไก่รู้สึกร้อน ต้องกินน้ำมากกว่าปกติ ปัญหาของการถ่ายเหลว สิ่งปูรองชื้นแฉะก็จะเกิดขึ้นได้ทันที

 

ปัญหาที่ตามมาของการถ่ายเหลวและสิ่งปูรองชื้นแฉะ เริ่มจากความชื้นของโรงเรือนสูงขึ้น ความร้อนที่รู้สึกได้ของไก่ก็สูงตาม มีผลต่อการกินอาหารและการเจริญเติบโตโดยตรง นอกจากนี้ยังทำให้ปริมาณก๊าซแอมโมเนียในโรงเรือนสูงขึ้น เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุตาและระบบทางเดินหายใจของไก่ เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ง่าย และปริมาณก๊าซแอมโมเนียที่สูงอาจไหม้ฝ่าเท้าหรือหน้าอก ทำให้ซากคุณภาพต่ำลง และสิ่งปูรองที่ชื้นแฉะ ยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เกิดภาวการณ์ติดเชื้อสูง ได้รับสารพิษจากเชื้อรา ตลอดจนเกิดการเพาะตัวของแมลงวัน ซึ่งเป็นพาหะแพร่เชื้อโรคในฟาร์ม

การวินิจฉัยโรค เบื้องต้นสังเกตได้จากการถ่ายเหลวและสิ่งปูรองชื้นแฉะ อย่างไรก็ดี ฝูงไก่ที่มีปัญหามักพบสิ่งผิดปกติไม่ชัดเจนนัก จึงมักถูกมองข้าม จนโรคลุกลามและเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ซึ่งจากการผ่าซากพบรอยโรคที่ลำไส้อย่างชัดเจน ส่วนการป้องกัน ถ้าหากพบว่าในฝูงประสบปัญหาภาวะเสียสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในลำไส้ ก่อนอื่นต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า ปัจจัยใดที่ก่อให้เกิดปัญหาแล้วแก้ไขที่ต้นเหตุ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือหลายปัจจัยรวมกัน

 

2.ลำไส้อักเสบแบบเนื้อตาย (necrotic enteritis)
อดีต โรคลำไส้อักเสบแบบเนื้อตาย หรือโรค NE เคยสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ของไทยมาแล้ว แต่การใช้ยาปฏิชีวนะผสมในอาหารช่วยควบคุมและป้องกันโรคได้ แต่ปัจจุบันด้วยพันธุกรรมและรูปแบบการเลี้ยงที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการงดใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดในฟาร์ม ป้องกันการตกค้างเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงทำให้โรค NE กลับมาระบาดอีกครั้ง โดยสร้างความเสียหายทั้งอัตราการตายและคัดทิ้งตลอดการเลี้ยงสูง การเจริญเติบโตลดลง ประสิทธิภาพการใช้อาหารไม่ดี และใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานขึ้น

ส่วนสาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม เป็นเชื้อแกรมบวก เจริญเติบโตได้ดีในภาวะไร้ออกซิเจน พบได้ทั่วไป ทั้งในดิน มูลไก่ อาหาร สิ่งปูรอง และในลำไส้ของไก่ หากเชื้ออยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตก็จะสร้างสปอร์ขึ้นมา ซึ่งทนต่อความร้อน น้ำยาฆ่าเชื้อ และสารเคมีได้ดี จึงอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นาน ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อที่ได้รับ โดยหากไก่ได้รับเชื้อคลอสตริเดียมมาก อาจลุกลามไปยังตับและถุงน้ำดีทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ หรือถ้าเชื้อภายในโรงเรือนมีปริมาณมาก ก็เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังอักเสบแบบเนื้อตายอีกด้วย

อย่างไรก็ดีเชื้อคลอสตริเดียมไม่สามารถก่อโรคได้เอง ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ เข้าไปทำลายเซลล์ลำไส้ก่อน หรือหลังจากไก่มีปัญหาในระบบทางเดินอาหารจากการติดเชื้ออื่นอยู่แล้ว เชื้อคลอสตริเดียมจะเข้าทำลายซ้ำ ซึ่งลักษณะที่พบมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบแสดงอาการ ลักษณะนี้ไก่มีอัตราการตายสูง ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของฝูง มักพบในฝูงที่กำลังป่วยด้วยโรคบิด โดยแสดงอาการซึม ท้องเสีย ก้นแฉะ หมดแรงนอนหมอบและพบการอักเสบแบบมีเนื้อตายในลำไส้เล็กอย่างชัดเจน พบได้ในไก่ตั้งแต่อายุ 2-5 สัปดาห์ หรือในไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อยพื้นอายุ 3-6 เดือน และแบบไม่แสดงอาการ ปัจจุบันพบได้ในฟาร์มทั่วไป โดยไก่ไม่แสดงอาการป่วยหรือการตายให้เห็นมากนัก ทำให้สังเกตได้ยาก แต่เกิดความเสียหายเรื่องของการเจริญเติบโตที่ช้า แคระแกรน ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารแย่ลง และมีปัญหาท้องเสียเรื้อรัง สิ่งปูรองชื้นแฉะ เมื่อผ่าซากพบการอักเสบในลำไส้เล็ก ผนังลำไส้บาง ผิวเยื่อเมือกลำไส้หลุดลอก มีเนื้อตายปกคลุมบนผิวลำไส้และพบเศษอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์

ปัจจัยที่เอื้อให้เกิดโรคและเสริมความรุนแรง มีตั้งแต่ การเปลี่ยนอาหาร ทั้งการเปลี่ยนลักษณะของอาหาร เช่นการเปลี่ยนจากอาหารผงมาเป็นเม็ดแข็ง ทางเดินอาหารต้องปรับตัวจึงทำให้ง่ายต่อการเกิดโรค และการเปลี่ยนสูตรหรือวัตถุดิบอาหาร เช่นการใช้วัตถุดิบโปรตีนสูงเกินไป โดยเฉพาะจากปลาป่นหรือกระดูกป่น ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้สูง และมากกว่าการใช้โปรตีนจากพืช ส่วนวัตถุดิบพลังงาน การใช้ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลีหรือมันสำปะหลัง ซึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อในธรรมชาติสูงกว่าวัตถุดิบจำพวกข้าวโพด จึงก่อปัญหาการติดเชื้อคลอสตริเดียมได้มากกว่า ลำไส้ถูกทำลายจากการติดเชื้ออื่น เช่นภาวะเสียสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในลำไส้ การติดเชื้อบิด หรือ salmonella ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อคลอสตริเดียมและเสริมความรุนแรงได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้เชื้อบางกลุ่มมีผลกดภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดปัญหา NE ได้เช่นกัน

ที่สำคัญการงดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์ม ทำให้เชื้อคลอสตริเดียมภายในลำไส้เจริญเติบโตได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาโรค แบบไม่แสดงอาการ ที่พบมากขึ้นในปัจจุบัน และการใช้วัคซีนป้องกันเชื้อบิด จากการติดตามผลการใช้วัคซีนป้องกันโรคบิดเชื้อเป็นในฟาร์มไก่เนื้อของหลายประเทศ พบว่าฝูงไก่ที่ใช้วัคซีนมีปัญหาของโรค NE มากกว่าฝูงที่ไม่ใช้วัคซีน นอกจากนี้การเลี้ยงไก่แบบปล่อยพื้นเช่นไก่เนื้อ ไก่พ่อแม่พันธุ์ จะพบปัญหาของโรค NE มากกว่าไก่ที่เลี้ยงบนกรงตับ และการใช้วัสดุรองพื้น เช่นแกลบ ฟางข้าวและขี้เลื่อย ที่มีการปนเปื้อนของดิน ก็มีส่วนสำคัญทำให้ไก่ป่วยเป็นโรค NE ได้เช่นกัน
การวินิจฉัยโรค หากไก่ป่วยแบบแสดงอาการ สังเกตุได้จากอาการและรอยโรคภายในลำไส้ที่ชัดเจน แต่ฝูงที่ป่วยแบบไม่แสดงอาการ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของสัตว์แพทย์ในการสังเกตรอยโรคที่ลำไส้ ส่วนการเก็บตัวอย่างเชื้อคลอสตริเดียมในลำไส้นั้นทำไม่ได้ เพราะในลำไส้ของไก่ปกติก็มีเชื้อชนิดนี้อยู่ ดังนั้นการยืนยันการเกิดโรคในฝูงไก่แบบไม่แสดงอาการจึงค่อนข้างเป็นปัญหาพอสมควร ข้อแนะนำเมื่อสงสัยว่าในฟาร์ม ควรสังเกตจากอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร น้ำหนัก และผลตอบแทนอื่นๆ ในฝูงประกอบกัน

ส่วนการควบคุมป้องกัน หากเป็นแบบแสดงอาการ สามารถรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ควรเป็นชนิดที่ได้รับอนุญาติให้ใช้ในการรักษาได้ แต่การควบคุมปัญหาโรค NE แบบไม่แสดงอาการ ผู้เลี้ยงต้องควบคุมและลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ที่เสริมให้เกิดโรค และปัญหาหลักของโรค NE ชนิดไม่แสดงอาการ คือ ความใส่ใจของผู้เลี้ยงเอง ส่วนใหญ่มักปล่อยให้ปัญหาลุกลาม ขยายเป็นวงกว้างแล้วค่อยแก้ไข ซึ่งจะสายไปเสมอ
“การใช้สารเสริมต่างๆ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น กรดอินทรีย์หรือเอ็นไซม์บางชนิด ก็ช่วยให้แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการใช้สมุนไพร ประสิทธิภาพในการควบคุมยังไม่เด่นชัดเท่าที่ควร และการแก้ปัญหาด้วยการใช้วัคซีน ซึ่งมีการผลิตขึ้นมาในตางประเทศ คาดว่าจะมีการนำเข้ามาในอนาคตอันใกล้ แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันเป็นอย่างไร ยังต้องมีการศึกษาต่อไป”

 

3.การติดเชื้อ SCVs (small colony variants bacteria)            
SCVs เป็นประชากรของแบคทีเรีย ที่มีการกลายพันธุ์ในลักษณะที่โตช้าและมีขนาดโคโลนีเล็กกว่าปกติ และนอกจากลักษณะภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สารเคมีต่างๆ ภายในเซลล์ รวมถึงลักษณะของการเกิดโรคก็แตกต่างออกไปอีกด้วย อีกทั้งยังทนอยู่ในเซลล์ของสัตว์ได้นานขึ้น ดื้อต่อยา ทำให้เชื้อเป็นสาเหตุของโรคแบบเรื้อรัง ซึ่งจากรายงานการพบเชื้อที่คุณสมบัติเป็น SCVs และก่อโรคในสัตว์ ได้แก่ S.Enteritidis P.multocida และ E.faecalis


“โรคแอมีลอยด์” เป็นโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย E.faecalis ที่มีคุณสมบัติเป็น SCVs ลักษณะของโรคคือ เกิดการสะสมของโปรตีนเฉพาะที่เรียกว่า แอมีลอยด์ บริเวณรอบๆ ของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์แมคโครฟาจ และบริเวณพื้นที่ระหว่างเซลล์ของอวัยวะต่างๆ จากการวิเคราะห์องค์ประกอบของ amyloid fibrils พบว่า มีโปรตีนชนิดใดชนิดหนึ่งของร่างกายเป็นองค์ประกอบหลัก แต่มีโครงสร้างที่ผิดเพี้ยนไป ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีโปรตีนอย่างน้อย 24 ชนิด ที่มีความผิดปกติในการจัดโครงสร้าง และเปลี่ยนโครงสร้างโปรตีนมาเป็น amyloid fibrils ซึ่งก่อให้เกิดกลุ่มโรคต่างๆ ได้ทั้งในคนและในสัตว์

โรคแอมีลอยด์ ที่พบได้ทั่วไปเป็นชนิด AA amyloidosis หรือเรียกว่าโรคแอมีลอยด์ชนิดแทรกซ้อน เพราะมักพบในร่างกายของสัตว์ที่มีภาวะอักเสบหรือติดเชื้อแบบเรื้อรังอยู่ก่อน และเป็นแอมีลอยด์ชนิดเดียวที่พบในสัตว์ปีก หากสัตว์ป่วยด้วย AA amyloidosis อวัยวะต่างๆ ของร่างกายจะมีการตอบสนอง amyloid fibrils ที่เกิดจากโปรตีนแอมีลอยด์ เอ ซึ่งเป็นโปรตีนอนุพันธ์จากสารต้น serum amyloid A (SAA) ซึ่งในภาวะที่ร่างกายสัตว์มีการอักเสบหรือมีการติดเชื้อ เซลล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในร่างกาย จะหลั่งสาร pro-inflammatory cytokines ออกมา และสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เซลล์ตับสร้าง SAA ขึ้นในกระแสเลือด โดยพบว่าเมื่อร่างกายมีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบ ระดับ SAA ในกระแสเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น ถึง 1,000 เท่า ของระดับปกติ

ในปี 2537 พบการรายงานของโรคอุบัติใหม่ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ของยุโรป เรียกว่ากลุ่มอาการไก่แคระแกร็นและโรคข้อที่เกิดจากสะสมโปรตีนแอมีลอยด์ เอ ซึ่งพบได้เฉพาะในไก่สายพันธุ์ที่มีขนหรือเปลือกไข่สีน้ำตาล โดยมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย E.faecalis สายพันธุ์ amyloid arthropathy-associated (AAS) ซึ่งเชื้อนี้พบได้ทั้งในร่างกายและในข้อต่อขาไก่ที่มีการสะสม amyloid fibrils ซึ่งลักษณะมีสีส้ม และจากการศึกษาพบว่าเชื้อ E.faecalis สายพันธุ์ AAS สามารเหนี่ยวนำให้เกิด amyloid arthropathy ขึ้นได้ อีกทั้งยังอยู่ในโพรงข้อต่อของไก่ได้เป็นระยะเวลานาน เพราะเชื้อมีคุณสมบัติเป็น SCVs ส่วนในประเทศไทยมีรายงานของ amyloid arthropathy เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา

โรคแอมีลอยด์ มีความสำคัญทางด้านสาธารณสุข ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง ตัวอย่างเช่น การป่วยเป็นโรคทางสมองในคน ที่เรียกว่า new variant Creutzfeldt-Jakob disease ซึ่งมีความสำพันธ์กับการบริโภคเนื้อและผลิตภัณฑ์สัตว์ที่มีปัญหาจากการสะสม amyloid fibrils ของโรควัวบ้า และจากการทดลองในหนู โดยการให้กิน amyloid fibrils ที่สกัดได้มาจากตับเป็ดหรือตับห่าน พบว่าหนูแสดงอาการป่วยเป็นโรคแอมีลอยด์ได้อย่างรวดเร็ว “ดังนั้นการบริโภคเนื้อหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคแอมีลอยด์ มีแนวโน้มที่ทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่ป่วยเป็นโรคแอมีลอยด์ได้ด้วยเช่นกัน”

 
 
 
ข้อมูลโดย นิตยสาร พิก แอนด์ พอร์ค
pic and pork
 
Link หน่วยงานราชการและเครือข่ายภาคปศุสัตว์
สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย
สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย   
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฯ
สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย
ในพระราชูปถัมภ์ ฯ 
 สมาคมอุตสาหกรรม
ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย
คณะสัตวแพทย์
สมาคมสงเคราะห์สัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการ บำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย คณะสัตวแพทย์
ของทุกมหาวิทยาลัย
สมาคมไก่เพื่อการส่งออกไทย สมาคมผู้เลี่ยงไก่เนื้อ
สัตวแพทยสภา      
กรมปศุสัตว์ สัตวแพทยสภา      
 
 
 
สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์
43/199 หมู่บ้านซิตี้ทาว์นโฮม ถ.ลาดพร้าว ซ.ลาดพร้าว80 แยกจันทิมา26 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. 10310
ahpa@thaiahpa.com
© Copyright @ 2012 All Rights Reseved : www.thaiahpa.com
If you have any comments or questions regarding this website, please send your email to
admin@cw.in.th All users must comply with the terms and conditions provided here in.